อภิปรายผลการวิจัย

posted on 07 Mar 2008 13:40 by research2008
อภิปรายผลการวิจัย aaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaa
        1. อภิปรายผลตามสมมุติฐานข้อที่ 2 จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว อธิบายให้ชัดเจนได้ว่า หลังจากที่นักเรียนได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ด้านอาหารและโภชนาการ ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านอาหารและโภชนาการ และทักษะด้านอาหารและโภชนาการสูงขึ้นมากกว่าก่อนที่จะได้รับชุดกิจกรรม ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า ชุดกิจกรรมดังกล่าว ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นจาก แนวคิด ทฤษฏี การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือของSlavin (1987 ) ที่ได้เสนอว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนโดยแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม แล้วคละเพศ และความสามารถ ของนักเรียนให้ผสมกันอยู่ในแต่ละกลุ่ม การเรียนแบบนี้จะทำให้ผู้เรียนปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตน จากกระบวนการกลุ่มได้
        การจัดการเรียนการสอนโดยชุดกิจกรรม ทำให้นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านอาหารและโภชนาการต่ำ และทักษะด้านอาหารและโชนาการต่ำ ได้รับความช่วยเหลือที่เป็นกันเอง ผ่อนคลาย จากสมาชิกที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านอาหารและโภชนาการสูง และทักษะด้านอาหารและโภชนาการสูง ซึ่งเป็นความรู้สึกที่แตกต่างไปจากการได้รับความช่วยเหลือจากครู ( กรมวิชาการ : 2544 ) ซึ่งจะทำให้บรรยากาศในการเรียนตรงข้ามกับการแข่งกันเรียน ( Competitive Learning ) และการเรียนตามลำพัง ( Individual Learning ) บรรยากาศในการเรียนแบบร่วมมือกันจะก่อให้เกิดสถานการณ์ที่ขัดแย้งภายในกลุ่ม ทำให้เกิดความไม่แน่ใจหรือขัดแย้งทางความคิด ซึ่งจะก่อให้เกิดการสร้างแนวคิดใหม่ที่สร้างสรรค์ขึ้นมา เกิดการค้นคว้าข้อมูลข่าวสารใหม่และได้ข้อสรุปทางความคิดที่ดีขึ้น (Johnson&Johnson :1987 )
        ผลการวิจัยสอดคล้องกับงานวิจัยของ สามารถ สุขาวงษ์ ( 2537 ) ที่ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม และความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนวิชาสังคมศึกษา ด้วยการสอนแบบโครงการโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ พบว่า นักเรียนที่ได้รับการสอนแบบโครงการโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พฤติกรรมการทำงานกลุ่ม และความคงทนในการเรียนรู้สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนตามปกติ และงานวิจัยของ เพิ่มวุธ บุบผามะตะนัง ( 2539 ) ได้ทำการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องการหารทศนิยมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอนแบบร่วมมือ กับการสอนตามปกติ พบว่า นักเรียนในกลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนในกลุ่มควบคุม นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ มยุรี สาลีวงษ์ ( 2535 ) ที่ได้ทำการศึกษาถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์และความภาคภูมิใจในตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับ การสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนแบบ STAD กับกิจกรรมการเรียนการสอนตามคู่มือครู ผล การวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการสอนแบบ STAD มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความภาคภูมิใจในตนเองสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบปกติ
        2. อภิปรายผลตามสมมติฐานข้อที่ 3 จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว อธิบายให้ชัดเจนได้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในเรื่อง อาหารและโภชนาการ โดยวิธีการสอนแบบปกติ คือ ใช้รูปแบบการสอนแบบรรยาย และสอนตามคู่มือครูไม่ได้ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะด้านอาหารและโภชนาการสูงได้ ทั้งนี้เป็นเพราะว่า วิชาในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เป็นรายวิชาที่จะต้องให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ยิ่งลงมือปฏิบัติมากเท่าไรก็ทำให้เกิดความชำนาญมากขึ้นเท่านั้น ( กรมวิชาการ : 2544 )
        การจัดการเรียนการสอนโดยที่นักเรียนไม่ได้เป็นผู้ลงมือปฏิบัติ และไม่ได้ทำกิจกรรมกลุ่ม บรรยากาศในการเรียนจะไม่ผ่อนคลาย ผู้เรียนจะให้ความสนใจเฉพาะความรู้จากตำราเพียงเท่านั้น และการเรียนจะเป็นแบบการเรียนตามลำพัง ( Individual Learning ) ซึ่งบรรยากาศในการเรียนแบบนี้เป็นบรรยากาศที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาตัวผู้เรียน ( Johnson & Johnson :1989 ) แต่เป็นเพียงการจัดการเรียนการสอนตามวัฒนธรรม เพื่อให้ครูได้ทำหน้าที่ของครูที่ดีเท่านั้น (ศุลการ ศิริไพศาล : 2548 )
        ผลการวิจัยสอดคล้องกับงานวิจัยของ มยุรี สาลีวงศ์ ( 2535 ) ที่ทำการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ และความภาคภูมิใจในตนเองของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมแบบ STAD กับกิจกรรมการเรียนตามคู่มือครูของ สสวท. พบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการสอนแบบ STAD มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและคววามภาคภูมิใจในตนเองสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียน การสอนตามคู่มือครูของ สสวท. นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ รัชนี มณีโกศล ( 2540 ) ที่ทำการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่องการหาร ที่เรียนโดยวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือ พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องการหาร ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
        3. อภิปรายผลตามสมมุติฐานข้อที่ 4 จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว อธิบายให้ชัดเจนได้ว่า ไม่ว่านักเรียนจะรับรู้ความสามารถของตนด้านอาหารและโภชนาการสูงหรือต่ำเมื่อได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยชุดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ด้านอาหารและโภชนาการแล้ว จะทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านอาหารและโภชนาการ และทักษะด้านอาหารและโภชนาการสูงเหมือนกัน แสดงว่าชุดกิจกรรมดังกล่าวจะใช้ได้ดีกับนักเรียนที่รับรู้ความสามารถของตนด้านอาหารและโภชนาการสูงและต่ำ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นการจัด การเรียนรู้ที่จะต้องอาศัยแรงจูงใจภายในตนเองของผู้เรียนเอง เพราะความรู้ และพฤติกรรมที่พึงประสงค์ จากกระบวนการจัดการเรียนรู้จะเกินจากกระบวนการทำงานกลุ่ม และการลงมือปฏิบัติของนักเรียนเองเป็นส่วนใหญ่ ( สุมณฑา พรหมบุญ และคณะ : 2540 )
        Bandura (1986) กล่าวไว้ว่า สิ่งที่จะกำหนดประสิทธิภาพของพฤติกรรมการแสดงออกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะขึ้นอยู่กับการรับรู้ความสามารถของตนเองในกสภาพการณ์นั้นๆ และการรับรู้ความสามารถของตนเองในการทำงานในแต่ละสถานการณ์ที่แตกต่างกันก็อาจแสดงพฤติกรรมได้แตกต่างกัน ในกระบวนการทำงานกลุ่มคนที่รับรู้ความสามารถของตนสูงก็จะเป็นตัวแบบให้กับคนที่มีรับรู้ความสามารถของตนเองต่ำ ในการทำงานร่วมกันนั้น ผู้วิจัยได้สังเกตเห็นว่า นักเรียนที่รับรู้ความสามารถของตนด้านอาหารและโภชนาการต่ำจะคอยพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับนักเรียนที่มีทักษะในการทำงาน เช่น กระบวนการทำอาหารนักเรียนที่รับรู้ความสามารถของเองต่ำจะพยามทำงานต่างๆ ให้มากขึ้น อย่างกระตือรือร้นเพื่อไม่ให้เป็นตัวถ่วงของเพื่อนๆในกลุ่ม
        4. อภิปรายผลตามสมมุติฐานข้อที่ 5 จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว อธิบายได้ว่า การจัดการเรียนการสอนแบปกติไม่มีผลต่อการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านอาหารและโภชนาการของนักเรียนที่รับรู้ความสามารถของตนด้านอาหารและโภชนาการสูงและต่ำ แต่มีผลต่อการเพิ่มทักษะด้านอาหารและโภชนาการของนักเรียนที่รับรู้ความสามารถของตนด้านอาหารและโภชนาการสูง จากผลการวิจัยอธิบายได้ว่าการสอนโดยใช้คู่มือครู การสอนแบบบรรยาย ไม่มีความเหมาะสมกับการจัดการเรียนการสอนในเรื่องอาหารและโภชนาการเพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้ ( Klausmeier and Ripple 1971)
        ผลการวิจัยกลับพบว่า การจัดการเรียนการสอนแบบปกติ ทำให้นักเรียนที่รับรู้ความสามารถของตนด้านอาหารและโภชนาการสูงเกิดทักษะด้านอาหารและโภชนาการได้ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า นักเรียนมีความมั่นใจในการทำงานของตนเองอยู่ก่อนแล้ว เมื่อได้รับการจัดการเรียนการสอน จึงทำให้นักเรียนเกิดทักษะด้านอาหารและโภชนาการเพิ่มขึ้น เพราะนักเรียนกลุ่มนี้จะกระตือรือร้นนำความรู้ไปใช้ในการประกอบอาหารที่บ้าน จากการสังเกตุผู้วิจัยพบว่า นักเรียนจะเก็บจำความรู้ที่ครูบรรยาย พอท้ายคาบ นักเรียนกลุ่มที่รับรู้ความสามารถของตนด้านอาหารและโภชนาการสูงก็จะมาถามวิธีการทำอาหารกับครู ซึ่งคาดการณ์ว่านักเรียนอาจจะนำความรู้ดังกล่าวกลับไปใช้ในการประกอบอาหารที่บ้าน
        5. อภิปรายผลตามสมมุติฐานข้อที่ 6 จากผลการวิเคราะห์ข้อมูล อธิบายให้ละเอียดได้ว่า การเรียนด้วยชุดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ด้านอาหารและโภชนาการ ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านอาหารและโภชนาการ และทักษะด้านอาหารและโภชนาการ มากกว่าการเรียนแบบปกติ ทั้งนี้เพราะการจัดการเรียนการสอนทั้ง 2 วิธี มีความแตกต่างกัน การจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือเป็นวิธีการที่มุ่งเน้นให้กระบวนการกลุ่มเป็นตัวดึงศักยภาพในตัวของนักเรียนออกมา ด้วยกระบวนการทำงานร่วมกัน ให้ความช่วยเหลือระหว่างกัน ( ขวัญตา บุญวาศ : 2547 ) กระบวนการดังกล่าวนี้ส่งผลให้นักเรียนที่เรียนกับชุดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ด้านอาหารและโภชนาการ ได้ร่วมกันทำงานด้านอาหารและโภชนาการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันและกัน มีปฏิสัมพันธ์ภายในกลุ่มที่ส่งเสริมกันอย่างใกล้ชิด สามารถตรวจสอบความรับผิดชอบของแต่ละคนได้ และได้ใช้ทักษะการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและทักษะการทำงานกลุ่มย่อย ( Johnson & Johnson :1987 ) ซึ่งส่งผลทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านอาหารและโภชนาการ และทักษะด้านอาหารและโภนาการสูง การจัดการเรียนการสอนแบบปกติ เป็นกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ผู้วิจัยได้นำรูปแบบการสอนแบบบรรยาย การสอนตามคู่มือครู ใช้ในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนด้วยกันเอง และการลงมือในภาคปฏิบัติมีน้อยไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดทักษะที่จำเป็นในชีวิตประจำวันได้อย่างเพียงพอ ( กรมวิชาการ : 2544 )
        งานวิจัยสอดคล้องกับการรวบรวมงานวิจัยของ Slavin ( ศรไกร รุ่งรอด :2533 ) เกี่ยวกับการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือ ( STAD ) กับการจัดการเรียนการสอนแบบปกติ ที่ได้ชี้ว่า ในปี ค.ศ. 1977 Slavin ได้ทำการศึกษาทางด้านภาษากับนักเรียนระดับ 7 ที่โรงเรียนทางทิศตะวันออกของสหรัฐอเมริกา จำนวน 10 สัปดาห์ พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบปกติ ในปี ค.ศ. 1980 Slavin ได้ศึกษาทางด้านภาษากับนักเรียนระดับ 4 โรงเรียนในชนบททางทิศตะวันออกของสหรัฐอเมริกา จำนวน 424 คน เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบปกติ นอกจากนี้ในยังมีความสอดคล้องกับงานวิจัยของ Williams ( มยุรี สาลีวงษ์ : 2535 ) ที่ได้ทำการศึกษาผลของการเรียนแบบร่วมมือ โดยใช้การผสมผสานระหว่างรูปแบบ STAD กับ TGT ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนมัธยมศึกษา ในรัฐอลาบามา สหรัฐอเมริกา ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการเรียนแบบร่วมมือผสมผสานกับ TGD มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบปกติ

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet